ตำนานนักลงทุนเลือกใช้ Eulerpool
Trusted by leading companies and financial institutions
กัมพูชา ดุลการค้า
ราคา
มูลค่าปัจจุบันของดุลการค้าใน กัมพูชา คือ 1.206 ชีวภาพ. KHR ดุลการค้าใน กัมพูชา เพิ่มขึ้นเป็น 1.206 ชีวภาพ. KHR เมื่อ 1/8/2568 หลังจากที่เป็น 460 ล้านล้าน KHR เมื่อ 1/7/2568 จาก 1/3/2552 ถึง 1/9/2568 GDP เฉลี่ยใน กัมพูชา คือ -1.41 ชีวภาพ. KHR มูลค่าสูงสุดตลอดกาลถึงเมื่อ 1/7/2563 โดยมีมูลค่า 3.29 ชีวภาพ. KHR ในขณะที่มูลค่าต่ำสุดถูกบันทึกไว้เมื่อ 1/3/2564 โดยมีมูลค่า -6.43 ชีวภาพ. KHR
ดุลการค้า
ดุลการค้า
3 ปี
5 ปี
แม็กซ์
ดุลการค้า ประวัติศาสตร์
| วันที่ | มูลค่า |
|---|---|
| 1/8/2568 | 1.206 ชีวภาพ. KHR |
| 1/7/2568 | 460 ล้านล้าน KHR |
| 1/9/2567 | 336.5 ล้านล้าน KHR |
| 1/8/2567 | 1.826 ชีวภาพ. KHR |
| 1/3/2567 | 714.2 ล้านล้าน KHR |
| 1/11/2566 | 90.7 ล้านล้าน KHR |
| 1/8/2566 | 260.7 ล้านล้าน KHR |
| 1/7/2566 | 481.4 ล้านล้าน KHR |
| 1/6/2566 | 668.3 ล้านล้าน KHR |
| 1/2/2566 | 308.2 ล้านล้าน KHR |
ค่าเฉพาะทางมหภาคที่คล้ายกันกับ ดุลการค้า
ดัชนีการก่อการร้าย
ประจำปี
ทองคำสำรอง
ควอร์เตอร์
นำเข้า
รายเดือน
ยอดเงินคงเหลือในบัญชีเดินสะพัด
ควอร์เตอร์
ยอดนักท่องเที่ยวขาเข้า
รายเดือน
ยอดบัญชีเดินสะพัดเทียบกับ GDP
ประจำปี
ส่งออก
รายเดือน
อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มในกัมพูชาขยายตัวอย่างรวดเร็ว และทำให้สิ่งทอคิดเป็นมากกว่า 70% ของการส่งออกรวมทั้งหมด การส่งออกอื่นๆ ของกัมพูชารวมถึงรองเท้า ยางธรรมชาติ และผลิตภัณฑ์ปลา กัมพูชานำเข้าสินค้าปิโตรเลียม ผ้า ยานพาหนะ เส้นด้ายขายส่ง บุหรี่ อุปกรณ์สื่อสารไฟฟ้า และยาเป็นหลัก คู่ค้าหลักของกัมพูชาคือ สหรัฐอเมริกา ฮ่องกง จีน สิงคโปร์ แคนาดา และเวียดนาม
หน้ามาโครสำหรับประเทศอื่นๆใน เอเชีย
คืออะไร ดุลการค้า
ความสมดุลทางการค้าหรือ Balance of Trade (BoT) เป็นหนึ่งในตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจที่สำคัญอย่างยิ่งที่ใช้ในการประเมินสุขภาพทางเศรษฐกิจของประเทศและชี้วัดความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก กระแสเงินเข้าและออกผ่านการซื้อขายสินค้าและบริการระหว่างประเทศนั้นมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดความสมดุลทางการค้าของประเทศในช่วงเวลาหนึ่ง ๆ สำหรับเว็บไซต์ Eulerpool ซึ่งเน้นไปที่การแสดงข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคในเชิงลึก บทความนี้จะนำเสนอความเข้าใจเกี่ยวกับความสมดุลทางการค้าในประเทศไทยและการวิเคราะห์องค์ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการคนี้ในรายละเอียด ความสมดุลทางการค้า หรือ Balance of Trade นั้นเป็นการคำนวณผลต่างของมูลค่าสินค้าและบริการที่ประเทศหนึ่งส่งออก (exports) กับมูลค่าของสินค้าและบริการที่ประเทศนั้นนำเข้า (imports) การมีความสมดุลทางการค้าเป็นบวก (trade surplus) หมายถึงประเทศนั้นส่งออกมากกว่านำเข้า ในขณะที่การมีความสมดุลทางการค้าเป็นลบ (trade deficit) หมายถึงประเทศนั้นนำเข้ามากกว่าส่งออก ซึ่งสามารถมีผลกระทบทางเศรษฐกิจทั้งในด้านดีและด้านเสียขึ้นอยู่กับสถานการณ์และปัจจัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในเศรษฐกิจของประเทศนั้น ๆ สำหรับประเทศไทย ผลกระทบจากความสมดุลทางการค้านั้นมีความซับซ้อนและเชื่อมโยงกับหลายปัจจัย ตัวอย่างเช่น สินค้าและบริการที่มีความต้องการสูงในตลาดโลกสามารถก่อให้เกิดรายได้เพิ่มขึ้นแก่ประเทศผ่านการส่งออก ส่งผลให้มีการเพิ่มขึ้นของเงินทูลหรือ foreign reserves การมีตะกร้าสินค้าที่หลากหลาย การมีระบบโลจิสติกส์ที่มีประสิทธิภาพ และความสามารถในการผลิตสินค้าและบริการที่คุณภาพสูงสามารถช่วยให้ประเทศไทยสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ นอกจากนี้ ปัจจัยภายนอกเช่น การเปลี่ยนแปลงในนโยบายการค้าและศุลกากรของประเทศที่เป็นคู่ค้าหลัก, การเปลี่ยนแปลงในอัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา, และการเปลี่ยนแปลงในภาวะเศรษฐกิจโลกก็มีผลกระทบสำคัญต่อความสมดุลทางการค้า ตัวอย่างเช่น การเพิ่มขึ้นของภาษีศุลกากรจากประเทศคู่ค้าอาจทำให้สินค้าส่งออกของไทยมีราคาสูงขึ้นและลดความสามารถในการแข่งขันได้ หรือการเปลี่ยนแปลงในอัตราแลกเปลี่ยนอาจกระทบต่อราคาของสินค้าและบริการที่มีการซื้อขายระหว่างประเทศได้ ส่งผลต่อความต้องการสินค้านำเข้าส่งออก ในเชิงนโยบาย ความสมดุลทางการค้าเป็นปัจจัยที่รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญในการพัฒนายุทธศาสตร์และนโยบายการค้า การส่งเสริมการส่งออกเป็นหนึ่งในมาตรการที่สามารถใช้ในการปรับปรุงความสมดุลทางการค้า ได้ผ่านทางการให้เงินสนับสนุน และสิทธิประโยชน์ทางภาษี นอกจากนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเช่นเส้นทางคมนาคมและท่าเรือเพื่อให้กระบวนการส่งออกสินค้าเป็นไปได้อย่างราบรื่นยิ่งขึ้น ในด้านการนำเข้า แนวทางการปรับปรุงความสมดุลทางการค้าอาจรวมถึงการพิจารณากำหนดอัตราภาษีสำหรับสินค้านำเข้าที่มีลักษณะสามารถผลิตได้ในประเทศ, การส่งเสริมการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศเพื่อทดแทนการนำเข้า หรือการควบคุมการนำเข้าสินค้าที่ไม่จำเป็นต่อเศรษฐกิจในระยะยาว ไม่เพียงเท่านี้ ความสมดุลทางการค้ายังสามารถเป็นตัวชี้วัดที่ช่วยให้เราเห็นภาพรวมของเสถียรภาพทางการเงินของประเทศในขณะบางครั้ง ความสมดุลทางการค้าที่เป็นบวกสามารถช่วยหนุนให้อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราของประเทศนั้นมีความมั่นคงมากขึ้น นอกจากนี้ ยังสามารถเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบว่าประเทศนั้นมีแนวโน้มที่จะต้องพึ่งพาการนำเข้ามากน้อยเพียงใด และนำไปสู่การกำหนดนโยบายที่จะส่งเสริมการสร้างความเข้มแข็งในภาคการส่งออกให้มีผลกระทบเชิงบวกอย่างยั่งยืนต่อเศรษฐกิจ ในการประเมินและจัดการกับความสมดุลทางการค้าเป็นสิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การมีข้อมูลเศรษฐกิจที่ครบถ้วนและถูกต้องสามารถช่วยในการตัดสินใจเรื่องนโยบายต่าง ๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยทางเว็บไซต์ Eulerpool ของเรามีการนำเสนอข้อมูลเศรษฐกิจในรูปแบบที่ง่ายต่อการวิเคราะห์และทำความเข้าใจ ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่ผู้ใช้งานที่ต้องการศึกษาหรือวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคอย่างละเอียด สรุป คือ ความสมดุลทางการค้าเป็นตัวชี้วัดที่สำคัญในการประเมินสุขภาพเศรษฐกิจของประเทศ การมีข้อมูลที่ครบถ้วนและเป็นปัจจุบันสามารถช่วยให้สามารถวางแผนและกำหนดนโยบายการค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อเสริมสร้างเสถียรภาพและความสามารถในการแข่งขันของประเทศในตลาดโลก การทำความเข้าใจถึงความท้าทายและโอกาสในการจัดการกับความสมดุลทางการค้าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว

